วัดราชบูรณะราชวรวิหาร

ประวัติความเป็นมาและความสำคัญทางประวัติศาสตร์ วัดราชบูรณะราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรมหาวิหาร มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งตามชาวบ้านนิยมเรียกว่า “วัดเลียบ” เป็นวัดโบราณนิกายมหานิกายมีฐานะเป็นวัดราษฎร์ ได้เริ่มสร้างสมัยอยุธยาตอนปลาย มีประวัติการสร้างว่า ในครั้งสมัยอยุธยาตอนปลายนั้นมีพ่อค้าจีนคนหนึ่ง ชื่อว่า “เลี๊ยบ” ได้มาจอดเรือสำเภาพักอาศัยขายของอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อขายสินค้าร่ำรวยขึ้น จีนเลี๊ยบเป็นผู้ที่มีความเสื่อมใสในพุทธศาสนา จึงได้สร้างศาลาไว้เป็นที่ทำบุญและให้ทานเป็นทำนองเดียวกับศาลาพักร้อน ต่อมาได้มีชาวบ้านมาร่วมทำบุญถวายทานมากขึ้น จึงได้สร้างพระเจดีย์พระวิหารขึ้นเหนือบริเวณฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตรงใกล้กับที่ตนเคยอาศัย
ขายของอยู่นั้น ชาวบ้านที่อาศัยศาลาทำบุญถวายทานบ้างเป็นที่พักร้อนบ้าง เพราะอยู่ใกล้กับฝั่งแม่น้ำ อากาศร่มเย็นจึงได้ขนาดนามว่า “วัดจีนเลี๊ยบ” ตามชื่อของผู้สร้างอย่างทำเนียมของคนไทยสมัยโบราณเพื่อเป็นอนุสารณ์แก่ผู้สร้าง ต่อมาชาวบ้านคงจะเรียกให้สั้นเข้า
เลยกลายคำว่า “จีน” จึงหายไปเหลือ แต่คำว่า “วัดเลี๊ยบ”

และต่อมาเป็น “วัดเลียบ” เป็นที่นิยมเรียกกันจนคุ้นปากชาวบ้านจนมาถึงปัจจุบันสมัยรัตนโกสินทร์เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษกแล้ว สมเด็จพระเจ้าหลานเธอฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ ทรงเห็นวัดเลียบอยู่ในสภาพที่กำลังทรุดโทรมมาก ทรงพระราชศรัทธาบูรณะปฏิสังขรณ์ทั้งพระอาราม ทรงขอพระราชทานพระบรมราชาอนุญาตสถาปนาวัดเลียบเป็นพระอารามหลวง ในการปฏิสังขรณ์วัดเลียบสมัยนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงช่วยเหลือในการนั้นด้วยและพระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดราชบุรณะราชวรวิหาร” ตามนามวัดราชบูรณะ ซึ่งเป็นวัดคู่เมืองราชธานีตลอดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และได้รับพระบรมราชูปถัมภ์ในการบูรณะปฏิสังขรณ์
เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๓๓๖ ขณะนั้นวัดราชบุรณะ มีพื้นที่ ประมาณ ๓๕ ไร่ คือรวมพื้นที่ของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยและโรงเรียนเพาะช่างในปัจจุบันทั้งหมด บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของกุฏิเสนาสนะ ส่วนพระอุโบสถและพระวิหาร ซึ่งเป็นเขตพุทธาวาสอยู่ทางทิศเหนือ วัดราชบุรณะได้รับ พระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๙ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดให้ถอนสีมาเก่าแล้วสร้างพระอุโบสถ และพระวิหารขึ้นใหม่ มีพระระเบียงล้อมรอบพระอุโบสถ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำมาจากหัวเมือง รวม ๑๖๒ องค์ พระอุโบสถเป็นอาคาร ขนาด ๗ ห้อง ฐานกว้าง ๖ วา ๒ ศอก ยาว ๑๙ วา หลังคาลด ๓ ชั้น มีมุขหน้าและหลัง หันหน้าไปทางทิศใต้ พระวิหารอยู่ทางทิศตะวันออกของพระอุโบสถ เป็นอาคาร ขนาด ๗ ห้อง ฐานกว้าง ๖ วา ๒ ศอก ยาว ๑๙ วา หลังคาลด ๓ ชั้น มีมุขหน้าและหลัง หันหน้าไปทางทิศใต้เช่นเดียวกับพระอุโบสถ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปและรูปพระอสีติมหาสาวก ๘๐ องค์ ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โปรดให้ขุดคูรอบพระอารามทั้ง ๓ ด้านเว้นด้านหน้าวัดคลองคูดังกล่าวนีปากคลองคูยาวออกไปจรดคลองโอ่งอ่าง ซึ่งเป็นคูพระนคร ทรงสร้างพระปรางค์ ใหญ่ขึ้นองค์หนึ่ง ฐานกว้างด้านละ ๑๕ วา สูงจากฐานถึงยอดฉัตร ๑๖ วา ๒ ศอก ประดับกระเบื้องเคลือบทั้งองค์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ วัดราชบุรณะได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ทั่วพระอาราม
พอถึงปี พ.ศ.๒๔๔๔ ทางราชการได้สร้างถนนตรีเพชรตัดผ่านกลางวัด รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้ทำกำแพงวัด เพื่อกั้นเป็นเขตตั้งแต่ปากคลองคูวัด ทิศใต้ตอนหน้าวัดริมถนนจักรเพชร และทิศตะวันตกริมถนนตรีเพชรจรดคลองคูเหนือด้านหลังวัด โปรดเกล้าฯให้รื้อกุฏิทางด้านตะวันตกของถนนตรีเพชร (โรงเรียนสวนกุหลาบ) มาปลูกสร้างในเขตวัดทางด้านตะวันออกของถนนตรีเพชร จัดให้เป็นหมวดหมู่ขึ้น พื้นที่ริมถนนตรีเพชรทางด้านตะวันตกนั้น โปรดให้สร้างห้องแถวสำหรับประชาชนเช่าอยู่ด้วย เพื่อเก็บผลประโยชน์บำรุงวัด ส่วนพื้นที่หลังห้องแถว โปรดให้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย พอถึง พ.ศ. ๒๔๘๔ วัดราชบูรณะราชวรวิหาร ถูกภัยทางอากาศได้รับความเสียหายมาก สิ่งต่าง ๆ อันเป็นถาวรวัตถุซึ่งได้สร้างมาแต่รัชกาลที่ ๑ และได้มีการปฏิสังขรณ์สืบต่อกันมาจนถึงรัชกาลที่ ๘ เช่น พระอุโบสถ พระวิหาร ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์และสิ่งอื่นที่มีอยู่ภายในวัดได้พังทะลายจนหมดสิ้น ในที่สุดคณะสังฆมนตรีและคณะรัฐมนตรีขณะนั้นมีมติสมควรยุบเลิกวัดเสียจึงนำความกราบบังคมทูลและได้ประกาศยุบวัดราชบูรณะตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๘หลังสงครามสงบ หลวงพ่อพระคุณาจารวัตร ขณะนั้นเป็นพระครูปลัดธรรมจริยวัฒน์ มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบูรณะในขณะนั้น ได้ร่วมมือกับพ่อค้าประชาชนผู้เคยอุปการะวัดนี้ ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดให้คงสภาพดีขึ้น พระครูปลัดธรรมจริยวัฒน์ในฐานะประธานการปฏิสังขรณ์ได้มอบภาระนี้ให้นายควง อภัยวงศ์ ซึ่งสมัยนั้นดำรงตำแน่งเป็นผู้แทนราษฎร จังหวัดพระนครอยู่เป็นผู้นำความขึ้นกราบทูล ให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ บูรณะปฏิสังขรณ์วัดราชบูรณะขึ้นดังเดิมเพื่อเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองรักษาประวัติศาสตร์ของชาติไทยไว้ ซึ่งก็ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต และกระทรวงศึกษาธิการได้มีประกาศลงวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๑ ยกเลิกประกาศ พ.ศ. ๒๔๘๘ เสีย
ต่อมาได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่งขึ้นดำเนินการบูรณะปฏิสังขรณ์ คณะกรรมการได้ดำเนินการหาทุน และเริ่มลงมือบูรณะปฏิสังขรณ์ใน พ.ศ. ๒๔๙๓ การบูรณะเริ่มจากการก่อสร้างกุฏิเสนาสนะของสงฆ์ และเจ้าอาวาสก่อน โดยสร้างเป็นอาคารไม้แบบชั้นครึ่งบ้าง ๒ ชั้นบ้าง และสร้างเป็นตึก ๒ ชั้นบ้าง ๓ ชั้นบ้าง เพื่อสร้างกุฏิเพียงพอเป็นที่พำนักของสงฆ์แล้ว จึงเริ่ม ก่อสร้างพระอุโบสถ เพื่อเป็สถานที่ประกอบสังฆกรรม โดยอัญเชิญพระพุฒาจารย์ (นวม) เจ้าอาวาสวัดอนงคาราม ซึ่งดำรงตำแหน่งสังฆมนตรีว่าการองค์การสาธารณูปการขณะนั้น เป็นประธานประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อ วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๖ หลังจากการก่อสร้างส่วนใหญ่แล้วเสร็จ นายควง อภัยวงศ์ ได้มีหนังสือกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานอัญเชิญเสด็จพระราชดำเนิน ทรงประกอบพิธียกช่อฟ้าพระอุโบสถ และเททองหล่อพระประธาน ได้เสด็จพระราชดำเนินเมื่อ วันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๓ วัดราชบูรณะได้มีการสอนพระปริยัติธรรมเช่นเดียวกับพระอาราม อื่น ส่วนโรงเรียนสอนภาษาไทยนั้น เคยมีการจัดตั้งในสมัยรัชกาลที่ ๕ ต่อมาเมื่อโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยย้ายมาตั้งในพื้นที่ส่วนหนึ่งของวัด โรงเรียนภาษาไทยในวัดราชบุรณะจึงรวมเข้ากับโรงเรียนสวนกุหลาบทั้งหมด ปัจจุบันพระอารามแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียน เป็นโบราณสถานที่สำคัญของชาติโดยกรมศิลปากร ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒ สิ่งสำคัญภายในวัด 1. พระอุโบสถ พระอุโบสถ เป็นพระอุโบสถ ที่สร้างขึ้นใหม่มีลักษณะเป็นแบบทรงไทยจตุรมุข ก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสี หลังคาเป็นมุขลด ๒ ชั้น และมีมุขหน้ายื่นออกมาทุกด้าน ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ พร้อมภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประธานปางมารวิชัย เบื้องหลังเป็นซุ้มวิมานลงรักปิดทอง พระพุทธรูปประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชี ซึ่งอยู่บนฐานไพทีอีกชั้นหนึ่ง เบื้องหน้าพระพุทธรูปประธาน เป็นพระอัครสาวกประทับยืนอยู่ทั้งเบื้องซ้าย และเบื้องขวา ๒ องค์ หน้าบันและ ซุ้มประตูหน้าต่างเป็นลวดลายปูนปั้น ออกแบบและทำปูนปั้นโดย สง่า มยุระ จิตรกรเอก ซึ่งเป็นผู้เขียนภาพฝาผนังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม รอบพระอุโบสถด้านด้านนอก เป็นที่ประดิษฐานซุ้ม

สิ่งสำคัญภายในวัด

๑. พระอุโบสถ เป็นอาคารทรงไทยจตุรมุขก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสี หลังคาเป็นมุขลด ๒ ชั้น และมีมุขหน้ายื่นออกมาทุกด้าน ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ภายในเป็นที่ประดาฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย เบื้องหลังเป็นซุ้มวิมานลงรักปิดทอง พระพุทธรูปประดิษฐานบนฐานชุกชี ซึ่งอยู่บนฐานไพทีอีกชั้นหนึ่ง เบื้องหน้าพระพุทธรูปประธาน เป็นพระอัครสาวกประทับยืนอยู่ทางซ้ายและขวา ๒ องค์ ถัดมาเป็นโต๊ะหมู่บูชา ฝาผนังภายในพระอุโบสถยังคงว่าเปล่า ไม่ได้มีการตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนัง
๒. รอบพระอุโบสถด้านนอก เป็นที่ประดิษฐานซุ้มสีมา ซึ่งเป็นซุ้มก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทอง ประดับกระจก หลังคาเป็นยอดเจดีย์ ภายในเป็นซุ้มใบสีมาทำด้วยศิลาสลัก
๓. พระปรางค์ เป็นสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในวัดราชบูรณะ พระปรางค์นี้นับเป็นโบราณสถานที่สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ยังหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน พระปรางค์มีขนาดใหญ่พอสมควร ยกพื้นสูง ทำเป็นกำแพงล้อมรอบพระปรางค์ ซึ่งเป็นพระปรางค์ย่อมุมไม้ ๒๘ มีฐานบัวซ้อนขึ้นไป ๕ ชั้น แต่ละชั้นทำเป็นรูปมารแบกโดยรอบ ชั้นซุ้มค่อนข้างสูง เหนือชั้นซุ้มขึ้นไปเป็นชั้นมารแบกอีกชั้นหนึ่ง ต่อไปเป็นชั้นกลีบขนุน ๘ ชั้น ยอดพระปรางค์เป็นนภศูล มีมงกุฎครอบบนนภศูลอีกทีหนึ่ง

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก

http://www.watliab.com/history.php

นี้เป็นงานวิชาศาสนาในชุมชนนะครับ ให้ทำเป็น powerpoint กว่าจะทำออกมาได้ก็ยากลำบากมาก อาจารย์สั่งว่าต้องอย่าง 30 สไลด์ กว่าจะจัดรูปแบบ หารูปมาใส่เพิ่มกว่าจะทำเสร็จก็ใช้เวลานานพอสมควร

ข้อความนี้ถูกเขียนใน งาน, review คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s