ภัตตาคารกวางตุ้ง

สวัสดีครับ ผมจะมาแนะนำร้านอาหารดีๆให้ทุกท่านรู้จัก ดูจากชื้อก็น่าจะรู้แล้วนะครับว่าร้านอาหารจีน ร้านนี้ตั้งอยู่ที่หลังโลตัสพระราม 2 ตรงพระราม 2 ซอย 69 แล้วอยู่แยกออกมาในซอยสแกงาม 21

นี้เป็นภาพบรรยากาศในร้านนะครับ ภาพอาจจะไม่ชัดต้องขอโทษด้วยนะครับ

อาหารในร้านนี้มีอยู่มากมาย ยกตัวอย่างเช่น

ซี่โครงหมูทอดผัดซอสส้ม(เป็นซอสที่ทำมาจากส้ม) ปลาช่อนผัดเปรี้ยวหวาน ถั่วแขกผัดหมูสับ เต้าหูยัดไส้  กุ้งราดครีมสลัด ไส้เป็ดพะโล้(จะออกเหนียวๆกรอบๆ) เส้นก๋วยเตี๋ยวผัด ไก่ห่อกระดาษ ไก่ต้มเค็ม เป็นต้น

อาหารแต่ละอย่างเนี่ยรสชาติเรียกว่าสุดยอดเลยละครับ มีอาหารอีกมากมายที่อร่อยไม่แพ้กันก็ต้องลองไปชิมดูนะครับ

พนักงานที่นี้ส่วนใหญ่จะเน้นพูดภาษาจีน แต่ก็พูดไทยได้แต่อาจจะไม่ค่อยชัด พอกินแล้วทุกครั้งก็จะมีผลไม้มาเสริฟฟรีทุกครั้งครับ เขาจะกะขนาดของคนที่มา แต่ว่าอาจจะมีปัญหานิดหน่อยเนื่องจากเวลาเช็คบินนั้นรายการจะเป็นภาษาจีนทั้งหมดต้องให้พนักงานแปลให้ฟังนะครับ

ก็อยากให้ทุกๆท่านลองมากินดูนะครับ

โพสท์ใน ร้านอาหาร, review | ใส่ความเห็น

วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร

สวัสดีครับ ผมจะมาเล่าประสบการณ์ที่ผมได้ไปไหว้พระที่วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร วัดนี้ตั้งอยู่แถวโรงเรียนผม แต่ผมก็พึ่งไปครั้งแรก ทีจริงตอนแรกผมยังไม่รู้เลยว่าวัดนี้อยู่แถวโรงเรียนผม(ความรู้รอบ ตัวน้อย)ตอนผมไปถึงก็ได้ไปไหว้พระ ขอพร ตอนแรกผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าที่นี้มีอะไรเด่น แต่พอครอบครัวผมพาไปไหว้หลวงพ่อโต ผมตลึง และตกใจมาก เพราะผมไม่เคยเห็นพระองค์ไหนมีขนาดใหญ่เท่านี้มาก่อน ดูจากในรูปนั้นอาจจะเห็นว่าไม่ใหญ่มาก แต่พอไปลองดูของจริงแล้วจะรู้สึกแตกต่าง ก็อยากให้เพื่อนทุกท่านลองไปที่วัดกัลยานิมิตรวงมหาวิหารกันดูนะครับ

ขอบคุณรูปภาพจาก

http://www.panoramio.com/photo/44902530

โพสท์ใน review | ใส่ความเห็น

สอบประกายกุหลาบ ม.ต้น

สวัสดี ผมจะมาเล่าเรื่องตอนที่ผมได้ไปสอบประกายกุหลาบม.ต้น ครั้งที่ 9 ความจริงแล้วผมไม่เคยสอบประกายกุหลาบมาก่อนเลย เมื่อก่อนผมก็เคยคิดที่จะสอบตอนประถม แต่ก็ไม่ได้สมัคร นี้จริงเป็นครั้งแรก ก่อนสอบผมก็อ่านหนังสือเตรียมตัวมานิดหน่อย ตอนแรกผมคิดมันจะเป็นช้อยหมด แต่มันไม่ใช้ ข้อสอบจะแบ่งเป็น 3 ตอน ตอนแรกเป็นช้อย ตอนที่สองกับสามจะเป็นเติมคำตอบ ส่วนคะแนนแต่ละตอนก็จะไม่เหมือนกัน เท่าที่ผมดูข้อสอบผมคิดว่า ตอนที่ 3 น่าจะยากที่สุด ซึ่งผมทำตอนที่ 3 ไม่ได้เลย ตอนแรกที่ผมดูโจทย์ตอนที่ 1 ผมก็คิอว่ามันก็ไม่ยากเท่าไหร่ ไม่เหมือนที่ผมคิดไว้ว่ามันยากมาก แต่พอทำไปเรื่อยๆก็ได้รู้เลยว่ามันยากมาก ตอนที่ 1 นั้นมันดูง่าย แต่พอตอน 2 3 ผมบอกได้ผมทำได้น้อยมาก ตอนสอบ เขาก็มีแจกน้ำกับขนมปัง ก็คิดว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ได้เห็นข้อสอบยากๆที่แปลกใหม่ ซึ่งก็จะประกาศผลวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก็ลุ้นอยู่ว่าจะได้คะแนนเท่าไหร่

โพสท์ใน review | ใส่ความเห็น

วัดราชบูรณะราชวรวิหาร

ประวัติความเป็นมาและความสำคัญทางประวัติศาสตร์ วัดราชบูรณะราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรมหาวิหาร มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งตามชาวบ้านนิยมเรียกว่า “วัดเลียบ” เป็นวัดโบราณนิกายมหานิกายมีฐานะเป็นวัดราษฎร์ ได้เริ่มสร้างสมัยอยุธยาตอนปลาย มีประวัติการสร้างว่า ในครั้งสมัยอยุธยาตอนปลายนั้นมีพ่อค้าจีนคนหนึ่ง ชื่อว่า “เลี๊ยบ” ได้มาจอดเรือสำเภาพักอาศัยขายของอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อขายสินค้าร่ำรวยขึ้น จีนเลี๊ยบเป็นผู้ที่มีความเสื่อมใสในพุทธศาสนา จึงได้สร้างศาลาไว้เป็นที่ทำบุญและให้ทานเป็นทำนองเดียวกับศาลาพักร้อน ต่อมาได้มีชาวบ้านมาร่วมทำบุญถวายทานมากขึ้น จึงได้สร้างพระเจดีย์พระวิหารขึ้นเหนือบริเวณฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตรงใกล้กับที่ตนเคยอาศัย
ขายของอยู่นั้น ชาวบ้านที่อาศัยศาลาทำบุญถวายทานบ้างเป็นที่พักร้อนบ้าง เพราะอยู่ใกล้กับฝั่งแม่น้ำ อากาศร่มเย็นจึงได้ขนาดนามว่า “วัดจีนเลี๊ยบ” ตามชื่อของผู้สร้างอย่างทำเนียมของคนไทยสมัยโบราณเพื่อเป็นอนุสารณ์แก่ผู้สร้าง ต่อมาชาวบ้านคงจะเรียกให้สั้นเข้า
เลยกลายคำว่า “จีน” จึงหายไปเหลือ แต่คำว่า “วัดเลี๊ยบ”

และต่อมาเป็น “วัดเลียบ” เป็นที่นิยมเรียกกันจนคุ้นปากชาวบ้านจนมาถึงปัจจุบันสมัยรัตนโกสินทร์เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษกแล้ว สมเด็จพระเจ้าหลานเธอฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ ทรงเห็นวัดเลียบอยู่ในสภาพที่กำลังทรุดโทรมมาก ทรงพระราชศรัทธาบูรณะปฏิสังขรณ์ทั้งพระอาราม ทรงขอพระราชทานพระบรมราชาอนุญาตสถาปนาวัดเลียบเป็นพระอารามหลวง ในการปฏิสังขรณ์วัดเลียบสมัยนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงช่วยเหลือในการนั้นด้วยและพระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดราชบุรณะราชวรวิหาร” ตามนามวัดราชบูรณะ ซึ่งเป็นวัดคู่เมืองราชธานีตลอดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และได้รับพระบรมราชูปถัมภ์ในการบูรณะปฏิสังขรณ์
เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๓๓๖ ขณะนั้นวัดราชบุรณะ มีพื้นที่ ประมาณ ๓๕ ไร่ คือรวมพื้นที่ของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยและโรงเรียนเพาะช่างในปัจจุบันทั้งหมด บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของกุฏิเสนาสนะ ส่วนพระอุโบสถและพระวิหาร ซึ่งเป็นเขตพุทธาวาสอยู่ทางทิศเหนือ วัดราชบุรณะได้รับ พระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๙ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดให้ถอนสีมาเก่าแล้วสร้างพระอุโบสถ และพระวิหารขึ้นใหม่ มีพระระเบียงล้อมรอบพระอุโบสถ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำมาจากหัวเมือง รวม ๑๖๒ องค์ พระอุโบสถเป็นอาคาร ขนาด ๗ ห้อง ฐานกว้าง ๖ วา ๒ ศอก ยาว ๑๙ วา หลังคาลด ๓ ชั้น มีมุขหน้าและหลัง หันหน้าไปทางทิศใต้ พระวิหารอยู่ทางทิศตะวันออกของพระอุโบสถ เป็นอาคาร ขนาด ๗ ห้อง ฐานกว้าง ๖ วา ๒ ศอก ยาว ๑๙ วา หลังคาลด ๓ ชั้น มีมุขหน้าและหลัง หันหน้าไปทางทิศใต้เช่นเดียวกับพระอุโบสถ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปและรูปพระอสีติมหาสาวก ๘๐ องค์ ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โปรดให้ขุดคูรอบพระอารามทั้ง ๓ ด้านเว้นด้านหน้าวัดคลองคูดังกล่าวนีปากคลองคูยาวออกไปจรดคลองโอ่งอ่าง ซึ่งเป็นคูพระนคร ทรงสร้างพระปรางค์ ใหญ่ขึ้นองค์หนึ่ง ฐานกว้างด้านละ ๑๕ วา สูงจากฐานถึงยอดฉัตร ๑๖ วา ๒ ศอก ประดับกระเบื้องเคลือบทั้งองค์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ วัดราชบุรณะได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ทั่วพระอาราม
พอถึงปี พ.ศ.๒๔๔๔ ทางราชการได้สร้างถนนตรีเพชรตัดผ่านกลางวัด รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้ทำกำแพงวัด เพื่อกั้นเป็นเขตตั้งแต่ปากคลองคูวัด ทิศใต้ตอนหน้าวัดริมถนนจักรเพชร และทิศตะวันตกริมถนนตรีเพชรจรดคลองคูเหนือด้านหลังวัด โปรดเกล้าฯให้รื้อกุฏิทางด้านตะวันตกของถนนตรีเพชร (โรงเรียนสวนกุหลาบ) มาปลูกสร้างในเขตวัดทางด้านตะวันออกของถนนตรีเพชร จัดให้เป็นหมวดหมู่ขึ้น พื้นที่ริมถนนตรีเพชรทางด้านตะวันตกนั้น โปรดให้สร้างห้องแถวสำหรับประชาชนเช่าอยู่ด้วย เพื่อเก็บผลประโยชน์บำรุงวัด ส่วนพื้นที่หลังห้องแถว โปรดให้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย พอถึง พ.ศ. ๒๔๘๔ วัดราชบูรณะราชวรวิหาร ถูกภัยทางอากาศได้รับความเสียหายมาก สิ่งต่าง ๆ อันเป็นถาวรวัตถุซึ่งได้สร้างมาแต่รัชกาลที่ ๑ และได้มีการปฏิสังขรณ์สืบต่อกันมาจนถึงรัชกาลที่ ๘ เช่น พระอุโบสถ พระวิหาร ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์และสิ่งอื่นที่มีอยู่ภายในวัดได้พังทะลายจนหมดสิ้น ในที่สุดคณะสังฆมนตรีและคณะรัฐมนตรีขณะนั้นมีมติสมควรยุบเลิกวัดเสียจึงนำความกราบบังคมทูลและได้ประกาศยุบวัดราชบูรณะตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๘หลังสงครามสงบ หลวงพ่อพระคุณาจารวัตร ขณะนั้นเป็นพระครูปลัดธรรมจริยวัฒน์ มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบูรณะในขณะนั้น ได้ร่วมมือกับพ่อค้าประชาชนผู้เคยอุปการะวัดนี้ ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดให้คงสภาพดีขึ้น พระครูปลัดธรรมจริยวัฒน์ในฐานะประธานการปฏิสังขรณ์ได้มอบภาระนี้ให้นายควง อภัยวงศ์ ซึ่งสมัยนั้นดำรงตำแน่งเป็นผู้แทนราษฎร จังหวัดพระนครอยู่เป็นผู้นำความขึ้นกราบทูล ให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ บูรณะปฏิสังขรณ์วัดราชบูรณะขึ้นดังเดิมเพื่อเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองรักษาประวัติศาสตร์ของชาติไทยไว้ ซึ่งก็ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต และกระทรวงศึกษาธิการได้มีประกาศลงวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๑ ยกเลิกประกาศ พ.ศ. ๒๔๘๘ เสีย
ต่อมาได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่งขึ้นดำเนินการบูรณะปฏิสังขรณ์ คณะกรรมการได้ดำเนินการหาทุน และเริ่มลงมือบูรณะปฏิสังขรณ์ใน พ.ศ. ๒๔๙๓ การบูรณะเริ่มจากการก่อสร้างกุฏิเสนาสนะของสงฆ์ และเจ้าอาวาสก่อน โดยสร้างเป็นอาคารไม้แบบชั้นครึ่งบ้าง ๒ ชั้นบ้าง และสร้างเป็นตึก ๒ ชั้นบ้าง ๓ ชั้นบ้าง เพื่อสร้างกุฏิเพียงพอเป็นที่พำนักของสงฆ์แล้ว จึงเริ่ม ก่อสร้างพระอุโบสถ เพื่อเป็สถานที่ประกอบสังฆกรรม โดยอัญเชิญพระพุฒาจารย์ (นวม) เจ้าอาวาสวัดอนงคาราม ซึ่งดำรงตำแหน่งสังฆมนตรีว่าการองค์การสาธารณูปการขณะนั้น เป็นประธานประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อ วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๖ หลังจากการก่อสร้างส่วนใหญ่แล้วเสร็จ นายควง อภัยวงศ์ ได้มีหนังสือกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานอัญเชิญเสด็จพระราชดำเนิน ทรงประกอบพิธียกช่อฟ้าพระอุโบสถ และเททองหล่อพระประธาน ได้เสด็จพระราชดำเนินเมื่อ วันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๓ วัดราชบูรณะได้มีการสอนพระปริยัติธรรมเช่นเดียวกับพระอาราม อื่น ส่วนโรงเรียนสอนภาษาไทยนั้น เคยมีการจัดตั้งในสมัยรัชกาลที่ ๕ ต่อมาเมื่อโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยย้ายมาตั้งในพื้นที่ส่วนหนึ่งของวัด โรงเรียนภาษาไทยในวัดราชบุรณะจึงรวมเข้ากับโรงเรียนสวนกุหลาบทั้งหมด ปัจจุบันพระอารามแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียน เป็นโบราณสถานที่สำคัญของชาติโดยกรมศิลปากร ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒ สิ่งสำคัญภายในวัด 1. พระอุโบสถ พระอุโบสถ เป็นพระอุโบสถ ที่สร้างขึ้นใหม่มีลักษณะเป็นแบบทรงไทยจตุรมุข ก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสี หลังคาเป็นมุขลด ๒ ชั้น และมีมุขหน้ายื่นออกมาทุกด้าน ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ พร้อมภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประธานปางมารวิชัย เบื้องหลังเป็นซุ้มวิมานลงรักปิดทอง พระพุทธรูปประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชี ซึ่งอยู่บนฐานไพทีอีกชั้นหนึ่ง เบื้องหน้าพระพุทธรูปประธาน เป็นพระอัครสาวกประทับยืนอยู่ทั้งเบื้องซ้าย และเบื้องขวา ๒ องค์ หน้าบันและ ซุ้มประตูหน้าต่างเป็นลวดลายปูนปั้น ออกแบบและทำปูนปั้นโดย สง่า มยุระ จิตรกรเอก ซึ่งเป็นผู้เขียนภาพฝาผนังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม รอบพระอุโบสถด้านด้านนอก เป็นที่ประดิษฐานซุ้ม

สิ่งสำคัญภายในวัด

๑. พระอุโบสถ เป็นอาคารทรงไทยจตุรมุขก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสี หลังคาเป็นมุขลด ๒ ชั้น และมีมุขหน้ายื่นออกมาทุกด้าน ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ภายในเป็นที่ประดาฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย เบื้องหลังเป็นซุ้มวิมานลงรักปิดทอง พระพุทธรูปประดิษฐานบนฐานชุกชี ซึ่งอยู่บนฐานไพทีอีกชั้นหนึ่ง เบื้องหน้าพระพุทธรูปประธาน เป็นพระอัครสาวกประทับยืนอยู่ทางซ้ายและขวา ๒ องค์ ถัดมาเป็นโต๊ะหมู่บูชา ฝาผนังภายในพระอุโบสถยังคงว่าเปล่า ไม่ได้มีการตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนัง
๒. รอบพระอุโบสถด้านนอก เป็นที่ประดิษฐานซุ้มสีมา ซึ่งเป็นซุ้มก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทอง ประดับกระจก หลังคาเป็นยอดเจดีย์ ภายในเป็นซุ้มใบสีมาทำด้วยศิลาสลัก
๓. พระปรางค์ เป็นสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในวัดราชบูรณะ พระปรางค์นี้นับเป็นโบราณสถานที่สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ยังหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน พระปรางค์มีขนาดใหญ่พอสมควร ยกพื้นสูง ทำเป็นกำแพงล้อมรอบพระปรางค์ ซึ่งเป็นพระปรางค์ย่อมุมไม้ ๒๘ มีฐานบัวซ้อนขึ้นไป ๕ ชั้น แต่ละชั้นทำเป็นรูปมารแบกโดยรอบ ชั้นซุ้มค่อนข้างสูง เหนือชั้นซุ้มขึ้นไปเป็นชั้นมารแบกอีกชั้นหนึ่ง ต่อไปเป็นชั้นกลีบขนุน ๘ ชั้น ยอดพระปรางค์เป็นนภศูล มีมงกุฎครอบบนนภศูลอีกทีหนึ่ง

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก

http://www.watliab.com/history.php

นี้เป็นงานวิชาศาสนาในชุมชนนะครับ ให้ทำเป็น powerpoint กว่าจะทำออกมาได้ก็ยากลำบากมาก อาจารย์สั่งว่าต้องอย่าง 30 สไลด์ กว่าจะจัดรูปแบบ หารูปมาใส่เพิ่มกว่าจะทำเสร็จก็ใช้เวลานานพอสมควร

โพสท์ใน งาน, review | ใส่ความเห็น

การพูดแนะนำ

การพูดในโอกาสต่างๆ

การพูดในชีวิตประจำวันของคนเรานั้น นอกจากจะสื่อความรู้ความเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ แล้ว ยังต้องสื่ออารมณ์ ความรู้สึกถ่ายทอดไปสู่กันและกันด้วย ฉะนั้นการพูดจากันนอกจากจะพูดคุยกันตามปกติแล้วยังมีการพูดในโอกาสพิเศษ เช่น การพูดในงามมงคล งานศพ การเข้าสมาคมในโอกาสต่าง ๆ จึงจำเป็นสำหรับทุกคนที่ต้องฝึกฝนการใช้คำพูดให้ถูกต้องไพเราะเหมาะสม เหมาะกับเหตุการณ์

ในเรื่องนี้ผมจะมาอธิบายเรื่องการพูดแนะนำ

การพูดแนะนำ

การพบปะบุคคลซึ่งเคยรู้จักกันมาก่อนและบุคคลอื่น ซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ก่อนที่จะรู้จักกัน ย่อมจะต้องมีการแนะนำให้รู้จักกัน เพื่อคุยเรื่องอื่น ๆ ต่อไป การแนะนำให้รู้จัก กันมีทั้งการแนะนำ ตนเองและแนะนำผู้อื่น
การแนะนำตนเอง คือ การกล่าวถึงตนเองให้ผู้อื่นรู้จัก โอกาสในการแนะนำตนเองมีต่าง ๆ ดังนั้น
๑) ในการติดต่อกัน
๒) ในการประชุม ชุมนุมพิเศษหรืองานเลี้ยงต่าง ๆ
๓) ในฐานะเป็นสมาชิกใหม่ของชุมชนหรือสถาบัน
๔) ในการเข้าสอบสัมภาษณ์
๕) ในการไปติดต่อขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น
วิธีการพูดแนะนำตนเอง
๑) การกล่าวถึงเรื่องต่อไปนี้
๑. คำนำคือ กล่าวทักทายผู้ฟังและอารัมภบท เช่น
“ท่านประธานและท่านสุภาพชนทุกท่าน”
ท่านประธาน พิธีกรและเพื่อนสมาชิก”
๒. ชื่อและนามสกุล
๓. ถิ่นกำเนิด
๔. การศึกษา
๕. ความรู้ความสามารถพิเศษ
๖. ตำแหน่งหน้าที่การงาน
๗. งานอดิเรก (ถ้ามี)
๘. หลักหรือแผนการในการดำเนินชีวิต
๙. ที่อยู่ปัจจุบัน
การกล่าวถึงจะมากน้อย หรือจะตัดเรื่องใดออกหรือพลิกแพลง อย่างไรขึ้นอยู่กับสถานที่บุคคลและโอกาสต่าง ๆ ดังกล่าว
๒) แทรกเรื่องราวของชีวิตที่เด่นที่สุด ประทับใจที่สุด หรือเรื่องที่ทำให้เรื่องราวมีรสชาติ น่าสนใจ และเป็นที่ประทับใจผู้ฟัง
๓) เรียบเรียงเรื่องราวให้สัมพันธ์กันโดยไม่สับสน การลำดับเรื่องราวเป็นเทคนิคเฉพาะตน
๔) ข้อความที่กล่าวจะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของสถานที่บุคคลและโอกาสด้วย

ตัวอย่างการแนะนำตนเองในที่ชุมนุมชน
ท่านประธาน และสมาชิกชมรมพัฒนาชีวิตทุกท่าน
ดิฉันขอขอบคุณพิธีกรมากค่ะ ที่ให้โอกาสดิฉันได้แนะนำตัวเอง ดิฉันนางสาวสมศรี รัตนสุนทร เกิดไกลหน่อยคืออำเภอปัว จังหวัดน่านค่ะ มาอยู่กรุงเทพฯ นี่ ๔ ปีแล้ว โดยดิฉัน ทำงานเป็นพนักงานขาย ที่ร้านใบแก้ว ดิฉันเรียนจบชั้นมัธยมปีที่สามที่โรงเรียนใกล้บ้าน นั่นเองค่ะ ความที่เป็นคนช่างพูด หลังจากจบแล้วเพื่อนชวนมาทำงานที่ถูกกับนิสัยก็เลยมา และเนื่องจากดิฉันไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ จึงเห็นว่าการศึกษาทางไกลนี้จะช่วยให้ดิฉัน
พัฒนาชีวิตได้ดียิ่งขึ้นแทนการศึกษาในโรงเรียน จึงสมัครเป็นสมาชิก และต่อไปจะตั้งใจเรียน และร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ ทุกกิจกรรมค่ะ ปัจจุบันดิฉันพักอยู่ที่ร้านที่ดิฉันทำงานนั่นแหละค่ะถ้ามีเรื่องใดจะให้ทำติดต่อได้ที่ร้านนั่นเลยสำหรับที่อยู่ของร้าน มีอยู่ในทะเบียนบัญชีรายชื่อ นักศึกษาแล้วค่ะ สวัสดีค่ะ
การแนะนำผู้อื่น คือ การแนะนำบุคคลที่ ๓ ให้บุคคลที่ ๒ รู้จักในโอกาสต่าง เช่นเดียวกับการแนะนำตนเอง

วิธีการแนะนำผู้อื่น
ใช้หลักการอย่างเดียวกับการแนะนำตนเองและคำนึงถึงเรื่องต่อไปนี้เพิ่มเติมคือ
๑) แนะนำสั้น ๆ
๒) แนะนำเฉพาะเรื่องที่เป็นปมเด่น เรื่องที่เป็นปมด้อยหรือเรื่องที่ไม่เหมาะสมไม่ควรกล่าวถึง เรื่องที่แนะนำควรได้รับอนุญาตจากผู้ถูกแนะนำก่อน
๓) การแนะนำระหว่างสุภาพบุรุษกับสุภาพสตรี ต้องแนะนำให้สุภาพบุรุษรู้จักสุภาพสตรี โดยกล่าวนามสุภาพสตรี เช่น “คุณสุดาครับ นี่คุณพนัส รักความดี สมุห์บัญชีธนาคารออมสินสาขานนทบุรี คุณพนัส นี่คุณสุดา มณีแก้วครับ สมุห์บัญชีธนาคารกรุงไทย สาขานนทบุรีในการแนะนำ ถ้าสุภาพบุรุษนั่งอยู่ควรยืนขึ้น แต่สุภาพสตรีถ้านั่งอยู่และได้รับการแนะนำไม่ต้องยืน ถ้าเป็นการแนะนำหลายคนจะนั่งลงเมื่อแนะนำครบทุกคนแล้ว
๔) แนะนำผู้อ่อนอาวุโสให้รู้จักผู้อาวุโส โดยเอ่ยนามผู้อาวุโสก่อน เช่น “คุณแม่คะ นี่น้องเพื่อนของลูก” “ผู้จัดการคะ นี่คุณสมพงษ์ ใจซื่อ ประชาสัมพันธ์โรงแรมลานทองค่ะ คุณสมพงษ์คะ นี่คุณสวัสดิ์ เรืองรอง ผู้จัดการบริษัทสมบูรณ์ที่คุณต้องการพบค่ะ”ในเรื่องอาวุโสถือตามวัยวุฒิ บางโอกาสถือตามตำแหน่งหน้าที่การงานผู้แนะนำต้องคำนึงตามโอกาสให้เหมาะด้วย
๕) การแนะนำบุคคลต่อที่ประชุมหรือชุมชนต่าง ๆ เอ่ยถึงกลุ่มชนก่อน เช่น “ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ผู้พูดช่วงเวลาต่อไปนี้คือ คุณปราโมทย์ พงษ์ทอง ผู้อำนวยการวิทยาลัยนานา ท่านจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ทางด้านการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร และจบปริญญาโททางด้านบริหารการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน ประสบการณ์ของท่านเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งวิทยาลัยนานาและทำหน้าที่บริหารงานมา ๕ ปี
แล้วผลิตบัณฑิตจนถึง ๔ รุ่น วันนี้ท่านสละเวลาให้เกียรติมาบรรยายเรื่อง “การศึกษากับการพัฒนาชนบท” เชิญท่านรับฟังแนวคิดของวิทยากรได้แล้วครับ
๖) การแนะนำบุคคลรุ่นเดียวกัน เพศเดียวกัน จะแนะนำใครก่อนหลังก็ได้ข้อปฏิบัติสำหรับการแนะนำเมื่อผ่านการแนะนำแล้ว ผู้อ่อนอาวุโสยกมือไหว้ผู้อาวุโส และผู้อาวุโสกว่ารับไหว้ ถ้าอาวุโสเท่าเทียมกันก็ยกมือไหว้พร้อมกัน แต่ปัจจุบันมักก้มศีรษะให้แก่กันพอเป็นพิธีก็ได้ การแนะนำในที่ประชุมเมื่อผู้รับการแนะนำต่อที่ประชุมถูกเอ่ยชื่อ ควรยืนขึ้นคารวะต่อที่ประชุมและที่ประชุมตบมือต้อนรับ

ขอบคุณข้อมูลจาก

http://www.radompon.com/resourcecenter/?q=node/8

นี้เป็นงานวิชาภาษาไทย โดยเขาให้ทำเรื่องการพูดในโอกาสต่างๆ ซึ่งผมก็เลือกเรื่องการพูดแนะนำตนเอง ก็มีปัญหาตรงที่ตอนส่งครู ตอนผมดูในคอมนั้นรู้สึกมันใหญ่พอแล้ว แต่พอส่งครูกับโดนครูว่า ว่าตัวหนังสือเล็กไป

โพสท์ใน งาน, review | ใส่ความเห็น

เกาะกูด

สวัสดีครับ ผมจะมาเล่าเรื่องตอนที่ผมได้ไปเกาะกูด เมื่อนานมาแล้ว เกาะกูดนั้นอยู่ที่จังหวัดตราด ตอนไปนั้นผมต้องนั่งเรือspeed  boat เพื่อไปยังเกาะกูด ผมต้องนั่งประมาณ 45 นาที กว่าจะถึง ทุกท่านลองคิอดูสิครับ ขนาด speed boat ยังตั้ง 45 นาที อยู่ไกลพอสมควร แต่ถึงอยู่ไกลก็ใช้ว่าจะ ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้า ที่เกาะนี้มีทุกอย่างครบ ความรู้สึกตอนผมนั่ง speed boat นั้นผมไม่เคยนั้ง speed boat มาก่อน นี้เป็นครั้งแรก ผมนึกว่ามันจะเร็วมากๆ เพราะมันมีชื่อว่า speed boat ตอนแรกที่ผมนั้งผมรู้สึกว่ามันช้ามาก แต่ที่มันแล่นช้าเพราะยังไม่ออกทะเล ตอนออกทะเลนั้นคนขับก็เร่งเครื่อง ตอนนั้นผมรู้สึกว่ามันวิ่งเร็วมาก แค่โดนคลื่นก็รู้สึกได้เลยว่ามีอะไรมากระแทกท้องเรือ พอถึงเกาะผมรุ้สึกประทับใจมาก เพราะน้ำทะเลนั้นใสมาก ขนาดที่ที่เขาจอดเรือเพื่อให้เดินข้ามสะพานขึ้นเกาะ ผมสามารถมองดูทรายข้างล่าง แถมมีเรือให้พายฟรีด้วย ก็ประทับใจกับน้ำทะเลมากเพราะมันใสจริงๆ ก็อย่างให้ทุกๆท่านลองไปดู แล้วก็ช่วยกันรักษาธรรมชาติ ให้คงอยู่ต่อไป

โพสท์ใน review | ใส่ความเห็น

เข้าค่ายลูกเสือ

สวัสดีครับ ผมจะมาเล่าเรื่องประสบการณ์การไปเข้าค่ายลูกเสือ เมื่อเดือนตุลาคมของปีที่แล้ว ผมได้ไปเข้าค่ายที ค่ายธนะรัชต์ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ความจริงแล้วนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้ไปเข้าค่ายในค่ายทหาร ผมได้นั่งรถทั่วไป พี่ผมได้เคยไปเข้าค่ายนี้มาแล้ว พี่บอกว่าพอไปถึงก็ตอนต้องไปตากแดดฟังทหารพูด แต่ผมโชคดี(หรือโชคร้ายก็ไม่รู้)ที่ตอนนั้นมีฝนตกพอดี แต่ผมก็นั่งฟังทั้งๆที่ฝนตกนี้และ ก็คิดในใจว่าก็ดีกว่าตากแดดละกัน เสร็จแล้วก็ไปกินข้าว ก็ได้นึกถึงความหลังที่หลังต้องฉากก่อนกินข้าว ตอนกินข้าวนั้นผมรู้สึกเห็นสำคัญของข้าวทุกเม็ด อาหารทุกคำ พอกินข้าว ก็ต้องแยกไปฝึกระเบียบแถว เป็นกลุ่มๆ ในตอนนั้นเองเป็นเหตุการ์ณที่ผมจำได้แม่น เพราะผมต้องโดนให้ปลาไหลไปเกือบร้อยครั้ง(คล้ายๆ การลุกนั่ง) ผมยังจำได้เลยว่าทหารจะพูด ว่า แทงปลาไหลท่าเตรียม  10 ครั้ง ปฎิบัติ นั้นทำให้ขาผมระบมมาก แทบเดินไม่ได้ หลังจากนั้นผมก็ฝึกการเอาชิวิตรอดในป่า ความจริงแล้วต้องฝึกกันข้างนอกแต่เพราะฝนตดก็เลยต้องฝึกกันในห้อง ในตอนกลางคืนนั้นเขามีให้เล่นฐานต่างๆ ผมก็เล่นเกือบหมดเว้นอยู่อันเดียวคือ เดินข้ามท่อนซุง ซึ่งเนื่องจากฝนตกจึงมีโคลนอยู่ที่ท่อนซุง ข้างล่างนั้นเป็นน้ำ ผมคิดว่าถ้าเดินไปแล้วมันเกิดลื่นจกตกน้ำ ผมว่ามันไม่คุ้ม ความจริงแล้วก่อนไปเข้าค่าย พี่ผมได้เตืินผมอยู่สองอย่างคือ ตอนอาบน้ำให้แปลงฟันก่อนอย่างแรก แล้วตอนนอนห้ามนอนติดประตู เพราะจะโดนเรียกให้ไปเฝ้ายาม แต่ผมก็ไม่เชื่อพี่ผมทำให้เกือบแปลงฟันไม่ทัน แถมโดนให้เฝ้ายามอีกต่างหาก ในวันแรกนั้นผมกางมุ้งไม่ทัน เพราะไม่เคยกาง แถมพอทหารเป่านกหวีด ก็ต้องนอนทันที วันแรกนั้นแทบไม่ได้นอนเลย ต้องตืนมาเฝ้ายาม ได้้นอนแค่ 2-3 ชม. วันสองนั้นตอนเช้าต้องตื่นมาออกกำลังกาย ในวันนี้นั้นเขาให้เล่นกิจกรรมฐาน แต่คราวนี้จะหวาดเสียวกว่าเดิม เช่น การไตกำแพง การโดดหอ ในตอนกลางคืนนั้น เป็นช่วงของการเล่นรอบกองไฟ ที่จริงก็ต้องเล่นข้างนอก แต่เพราะ เป็นช่วงหลังฝนตกทำให้ ข้างนอกยังเปียกเลยต้องอยู่ที่หอประชุม ในวันทีสามนั้น ขาผมซึ่งโดนให้แทงปลาไหล เกือบ 200ที่ ขาผมระบมไปหมดแทบลงบันไดไม่ได้เลย พอกลับจากค่าย ผมรู้สึกว่าการไปครั้งนี้ ได้ประสบการณ์ และความรู้มากมาย

โพสท์ใน review | ใส่ความเห็น